บทความ

งวดเข้ามาทุกที


ใกล้จะสิ้นปีแล้ว แม้ว่ายอดการขายรถยนต์ 9 เดือนแรกของปี จะยังคงลดลงถึง 15.1 % ขายกันได้เพียง 537,945 คัน เท่านั้น แต่จากตัวเลขการขายของเดือนกันยายน เดือนเดียว น่าจับตามองว่า ยอดที่ลดลงเพียง 10.4 % ขายกันได้ 59,947 คัน น่าจะเป็นยอดที่ค่อนข้างเป็นการปรับตัวของตลาด ตามสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงแล้ว

ก็ขนาดยักษ์ใหญ่ยังออกมายอมรับว่า คาดว่าตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2558 คงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 8 แสนคัน อาจเหลือประมาณ 7.6-7.7 แสนคัน หากเทียบกับปี 2557 ในส่วนของยักษ์ใหญ่เอง ก็มีแนวโน้มว่าจะปรับลดเป้าหมายยอดขายรถ จากเดิม 2.8 แสนคัน เหลือ 2.65 แสนคัน เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจไทยทางรัฐบาลกำลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องรอดูผล แต่ในส่วนของเศรษฐกิจโลกแย่กว่าที่คิด

แต่ในอนาคตก็ยังมีความเชื่อมั่นในตลาดประเทศไทยว่ามีศักยภาพ สามารถมียอดจำหน่ายระดับ 9 แสน-1 ล้านคัน/ปี ได้เหมือนในอดีตได้ไม่ยาก แม้ว่าปี 2559 จะยังไม่ดี ตลาดรถยนต์อาจจะลดลงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นจะดีขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยจะกลับไปสู่ประเทศที่มียอดจำหน่ายระดับ 1 ล้านคัน/ปี ได้ภายใน 3 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากเรามีพื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เข้มแข็ง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้จะเหนื่อย แต่ต้องอดทน

อีกเพียง 3 เดือน วงการรถยนต์เมืองไทย ก็จะถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 สรรพสามิตประกาศใช้ โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ที่จัดเก็บจากการใช้เชื้อเพลิง และปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เริ่มบังคับใช้นั้น อันจะทำให้รถหลากหลายรุ่น ต้องเสียภาษีในอัตราใหม่ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ราคาแพงขึ้น ขึ้นอยู่กับแบบ และรุ่นรถ และการปล่อยค่าไอเสีย

กรมสรรพสามิตท่านก็ออกมาระบุว่า ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ได้ทยอยส่งราคารถยนต์ให้แก่กรม ฯ พิจารณาปรับอัตราภาษีใหม่แล้ว 90 % ส่วนอีก 10 % เป็นรถยนต์หรูราคาแพง ทั้งผลิตภายในประเทศ และนำเข้า คาดทุกยี่ห้อ ทุกรุ่น จะส่งราคารถยนต์ให้กรม ฯ ครบภายในสิ้นปีนี้

สำหรับอัตราภาษีใหม่ที่ค่ายรถยนต์ได้เริ่มทยอยส่งราคาใหม่ให้แก่กรม ฯ พิจารณาแล้ว พบว่า ราคารถยนต์ที่เสนอมาใหม่ มีราคาขายสูงกว่าราคารถยนต์ที่ผลิต และจำหน่ายในปัจจุบัน โดยสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ บริษัทรถยนต์พัฒนาคุณภาพของเครื่องยนต์ดีขึ้น จึงมีต้นทุนสูงขึ้น และผู้ผลิตได้ออกรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคารถยนต์ปี 2559 แพงขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2558 กรมสรรพสามิตมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ประมาณ 85,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 2559 จะมีรายได้เพิ่มเป็น 95,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท

โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่นี้ รถยนต์ประเภทประหยัดพลังงาน อย่างเช่น อีโคคาร์ ไม่เสียภาษีเพิ่ม จะเท่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างภาษีเดิม เนื่องจากเป็นรถยนต์ขนาดเล็กและประหยัดพลังงานอยู่แล้ว ส่วนรถกระบะหรือพิคอัพ เสียภาษีแพงขึ้น คันละ 10,000-30,000 บาท

ขณะที่รถยนต์ราคาหลักล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท เสียภาษีประมาณ 40,000-100,000 บาท แต่รถยนต์หรูราคาหลายล้านบาท เสียภาษีตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

ประเมินกันว่า รถยนต์ยี่ห้อ โตโยตา จะต้องเสียภาษีแพงขึ้น 12,000-450,000 บาท, ฮอนดา เสียภาษีแพงขึ้น 5,000-120,000 บาท, มาซดา 85,000-140,000 บาท, มิตซูบิชิ 8,000-140,000 บาท, เชฟโรเลต์ 20,000-120,00 บาท, บีเอมดับเบิลยู 100,000-500,000 บาท และเมร์เซเดส-เบนซ์ 289,000-1,000,000 บาท เป็นต้น

แต่นักการตลาดก็ยังประเมินตลาดรถยนต์ว่ายังทรงตัว แม้จะเข้าสู่ฤดูกาลขายในไตรมาส 4 ชี้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้น-ภาคเอกชน ยังมีความกังวลกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการผลักดันนโยบายจากภาครัฐ และการเปิดตัวรถใหม่พร้อมกับแคมเปญจะช่วยกระตุ้นตลาดให้คึกคักได้

แต่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32” ต้นเดือนธันวาคมนี้ น่าจะเป็นตัววัดภาวะเศรษฐกิจได้ดีระดับหนึ่ง เพราะจะเป็นเดือนสุดท้ายที่มีการแสดงรถยนต์ เกือบทุกยี่ห้อ ทุกรุ่น ที่มารวมตัวกันให้ผู้บริโภคได้พิจารณาเลือกซื้อหาไปใช้ ตามแต่ความจำเป็น และความต้องการ ซึ่งแน่นอนว่า ปีนี้ผู้บริโภคต้องใช้การตัดสินใจที่เพิ่มขึ้น เมื่อทราบดีอยู่แล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ คิดตามการปล่อยค่าไอเสีย จะทำให้รถยนต์ราคาแพงขึ้น ขึ้นอยู่กับแบบและรุ่น

ปีนี้ เราน่าจะได้เห็นตัวเลข “นิวไฮท์” กันอีกครั้ง ส่งท้ายเศรษฐกิจที่อึมครึม

เชื่อไหมเอ่ย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2558
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DnwcA

Follow autoinfo.co.th