บทความ

ZF ADVANCED URBAN VEHICLE


เมื่อพูดถึงบริษัท เซดเอฟ จากเยอรมนี เราจะคุ้นเคยกันดีว่าเป็นผู้ผลิตเกียร์ที่ใช้กับรถในเยอรมนีหลายต่อหลายรุ่น โดยเฉพาะกับ บีเอมดับเบิลยู แต่ผลิตภัณฑ์ของ เซดเอฟ ไม่ได้มีแค่เกียร์ หากยังครอบคลุมไปถึงระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์หลายต่อหลายระบบ และในงานแสดงรถยนต์ IAA (ย่อมาจากภาษาเยอรมันว่า INTERNATIONAL AUTOMOBIL-AUSSTELLUNG แปลเป็นไทย คือ งานแสดงรถยนต์นานาชาติ) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 2 ปี ที่เมืองฟรังค์ฟวร์ท ประเทศเยอรมนี เซดเอฟ ได้นำเสนอรถแนวคิดคันเล็กๆ ที่จัดเป็นห้องสาธิตรูปแบบของการเดินทางในเขตเมืองที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ภายใต้ชื่อ ZF ADVANCED URBAN VEHICLE

รถทดลองคันจิ๋วนี้ ไม่ได้มาในรูปทรงหวือหวา หรือแตกต่างไปจากอีโคคาร์ที่เราคุ้นเคยกัน แต่สิ่งที่ทีมวิศวกรของ เซดเอฟ ต้องการจะนำเสนอ คือ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จากการใช้งาน ได้แก่ ความคล่องแคล่วขณะขับขี่ในเมือง และการเพิ่มความปลอดภัย

โจทย์ทั้ง 2 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่เราได้ยินมานานนับตั้งแต่จำความได้ แต่ในครั้งนี้ เซดเอฟ มอบคำตอบที่ทำได้จริง ภายใต้งบประมาณที่ยั่งยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำให้เห็นได้ดังนี้

ความคล่องแคล่ว
ปัจจุบันนี้อาจจะคิดว่าปัญหาการจราจรในบ้านเรามันแสนสาหัสไม่มีใครเทียบ แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศในโลกก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน อาทิ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตรอกซอยที่แสนคับแคบ การจอดรถ ทั้งแบบขนาน และจอดเข้าซอง ต้องทำในพื้นที่ที่แสนจะอึดอัด ทักษะในการหมุนพวงมาลัยเข้าและออกจากซอง เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า รถยนต์ในยุโรปหลายๆ เมืองนั้น เราจะเห็นรอยถลอกรอบคัน

ความยากในการจอดรถนั้น ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของมุมเลี้ยวที่จำกัด อันเกิดจากรูปแบบของระบบขับเคลื่อน รถส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า และมุมเลี้ยวของรถขับเคลื่อนล้อหน้าจะถูกจำกัดด้วยข้อต่อ (JOINT) ของเพลาขับ ทำให้ไม่สามารถเลี้ยวมุมแคบได้ดีนัก เมื่อเทียบกับรถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง

จากแนวคิดนี้ หากเราลองหาตัวอย่าง ก็อาจพบว่าการเลี้ยวด้วยล้อหลังในแบบที่เห็นได้จากรถฟอร์คลิฟท์ ที่ใช้ในโรงงานจะสามารถเลี้ยวในมุมแคบได้อย่างน่าทึ่ง ขณะเดียวกัน แม้จะคล่องแคล่วในความเร็วต่ำ แต่การเลี้ยวด้วยล้อหลังนั้นอันตรายในความเร็วสูง (ให้ความรู้สึกส่ายเหมือนรถท้ายปัด) ทำให้วิศวกรของ เซดเอฟ นำเสนอแนวคิดที่ตรงไปตรงมา โดยยังคงรูปแบบการเลี้ยวที่เราคุ้นเคย คือ เลี้ยวด้วยล้อหน้า แต่เพิ่มมุมเลี้ยวให้มากขึ้น ด้วยการย้ายระบบขับเคลื่อนไปยังล้อหลัง เพื่อขจัดข้อจำกัดเรื่องมุมข้อต่อของเพลาขับด้านหน้า และใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบใหม่ที่จะสามารถทำมุมเลี้ยวได้เอียงมากถึง 75 องศา ซึ่งมากกว่ารถทั่วไปเกือบ 2 เท่า ดังจะเห็นได้จากรูป ว่ามุมของล้อหน้านั้นเอียงได้น่าอัศจรรย์ มุมเอียงที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การเลี้ยวในที่แคบง่ายกว่าเดิมมาก โดยสามารถทำวงเลี้ยวได้แคบเพียง 6.50 เมตร

มุมเลี้ยวล้อหน้าที่มากกว่าปกติของรถคันนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดค้นรูปแบบการส่งกำลังที่เหมาะสม เพราะเมื่อมุมเลี้ยวเกิดขึ้นมากๆ การเลี้ยวอาจเกิดแรงต้านจนเกิดการชะงัก ดังนั้น จึงมีการใช้ระบบจัดการแรงบิด (TORQUE VECTORING SYSTEM) ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ที่วัดมุมเลี้ยวของล้อหน้า โดยจัดส่งข้อมูลไปยังระบบส่งกำลังของล้อหลัง เพื่อให้ล้อหลังแต่ละด้านสามารถส่งกำลังได้อย่างอิสระ การออกแรงนั้นจะทำโดยล้อที่อยู่ตรงกันข้ามกับทิศทางการเลี้ยว อาทิ การเลี้ยวซ้ายมุมแคบ ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อหลังขวา เพื่อช่วยในการผลักให้รถเลี้ยวซ้าย คล้ายคลึงกับรูปแบบการเลี้ยวของรถถังนั่นเอง

นี่เป็นที่มาของระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มาพร้อมกับระบบช่วงล่างที่มีชื่อเรียกว่า ETB (ELECTRIC TWIST BEAM) รูปแบบคานบิด พร้อมคอยล์สปริงและชอคอับที่เรียบง่าย ทำงานในแบบกึ่งอิสระ (SEMI-INDEPENDENT) พร้อมติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนขนาดกะทัดรัดไว้ปลายคานทั้ง 2 ด้าน โดยมอเตอร์แต่ละตัวจะแยกกันขับล้อหลังแต่ละด้านอย่างเป็นอิสระ อาศัยซอฟท์แวร์ในการควบคุมอัตราการหมุนของล้อทั้ง 2 ด้านอย่างอิสระ

มอเตอร์แต่ละตัวผลิตกำลังได้ถึง 40 กิโลวัตต์ (ราว 53 แรงม้า) แต่มีแรงบิดมากถึง 1,400 นิวตัน-เมตร และสามารถหมุนได้มากถึง 21,000 รตน. ซึ่งเพียงพอกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 กม./ชม. ทั้งหมดนี้ไม่ต้องอาศัยการทดเกียร์ด้วยห้องเกียร์แบบที่เราคุ้นเคยแต่อย่างใด ด้วยรูปแบบนี้เราจะได้ระบบช่วงล่างที่กะทัดรัดและกินเนื้อที่น้อยกว่ารูปแบบการส่งกำลังเดิมๆ อย่างเทียบไม่ได้

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบจอดรถอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์รอบคัน ทำให้รถคันนี้สามารถจอดได้ด้วยตัวเองทั้งในแบบจอดขนาน และจอดเข้าซอง โดยที่สามารถควบคุมการจอดจากระยะไกลด้วยรีโมทคอนทโรลได้อีกด้วย และเมื่อทำงานร่วมกับระบบบังคับเลี้ยวที่ทำมุมได้แคบเป็นพิเศษทำให้การจอดในที่แคบทำได้ง่ายดายและรวดเร็วกว่าเดิม

การเพิ่มความปลอดภัย
ในหัวข้อนี้ทีมงานของ เซดเอฟ ใช้แนวคิดเรื่องข้อมูลความเร็วสูงผ่านระบบคลาวด์ โดยใช้ชื่อว่า ระบบ ZF PREVISION CLOUD ASSIST หรือระบบช่วยคาดการณ์ล่วงหน้าผ่านระบบคลาวด์

หลักการ คือ ปัจจุบันเราคุ้นเคยกันดีกับระบบนำทางด้วยดาวเทียม ที่สามารถให้ข้อมูลเรื่องของเส้นทาง ความโค้ง ความชัน ของถนน แต่ในระบบของ เซดเอฟ ได้เพิ่มการใช้ข้อมูลที่ได้จากรถคันอื่นๆ ที่ร่วมเส้นทางเข้ามาด้วย รวมถึงเก็บข้อมูลที่เราใช้หากเราใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ เพื่อใช้ในการประมวลผลทำให้ตัวรถนั้นสามารถเข้าใจได้ถึงความเร็วของการจราจรรอบตัว รวมถึงคาดการณ์ได้ถึงความเร็วที่เหมาะสมก่อนจะเข้าโค้งจากข้อมูลที่ได้จากทั้งดาวเทียม และรถคันอื่นๆ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

ระโยชน์ที่ได้จากการคาดการณ์ล่วงหน้านี้ทำให้ สามารถชลอความเร็วได้อย่าง นุ่มนวล มีประสิทธิภาพที่สุดจากการเบรคให้น้อยที่สุด เพื่อลดการสึกหรอของระบบห้ามล้อ อีกทั้งช่วยเรื่องความประหยัด รวมไปถึงการชะลอโดยไม่ใช้ระบบห้ามล้อ แต่ใช้การชะลอด้วยการหน่วงของมอเตอร์ขับเคลื่อน และช่วยเรื่องการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น ด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ยังมีการนำเสนอแนวคิด พวงมาลัยอัจฉริยะ พร้อมจอมัลทิฟังค์ชัน แม้จะมีหน้าตาธรรมดาไม่หวือหวา แต่กลับใส่แนวคิดสุดล้ำนานาชนิดไว้ อาทิ ด้าน ขอบบนของวงพวงมาลัยนั้นเป็นพื้นที่ของจอ OLED ขนาดเล็กที่จะแสดงข้อมูลที่จำเป็นกับการขับขี่ อาทิ ข้อมูลของการตัดกำลังระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับโค้ง แคบด้านหน้า หรือ การเตือนรูปแบบต่างๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจของวงพวงมาลัยอัจฉริยะนี้เห็นจะเป็นระบบตรวจสอบการสัมผัสที่เรียกว่า HOD (HANDS-ON DETECTION) เป็นระบบที่อาศัยการตรวจสอบการถ่ายเทประจุไฟฟ้าผ่านทางวัสดุหุ้มวงพวงมาลัย (คล้ายระบบที่เราพบได้บนหน้าจอระบบสัมผัสของสมาร์ทโฟน) รถสามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ขับนั้นสัมผัสวงพวงมาลัยอยู่หรือไม่ ระบบจะตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากวงพวงมาลัย และเตือนเมื่อจำเป็น รวมถึงเข้าทำงานแทนผู้ขับเมื่อมีความจำเป็นได้อย่างทันท่วงที อาทิ ในการจราจรที่คับคั่ง ผู้ขับขี่อาจจะละมือจากวงพวงมาลัยและปล่อยให้รถทำหน้าที่ เดินหน้าและหยุดได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อมีความจำเป็นรถก็เรียกหาให้ผู้ขับเข้ามาควบคุมพวงมาลัยได้ทันท่วงที

เรียกได้ว่า รถคันเล็กๆ หน้าตาเรียบง่ายคันนี้ ได้สาธิตให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของรูปแบบการขับขี่แห่งวันพรุ่งนี้ด้วยเทคนิคที่ไม่ไกลเกินฝันเลยจริงๆ



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2558
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/LofmU

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
เคล็ดลับความประหยัดของ เชฟโรเลต์ ครูซ 2018
อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th