บทความ

FERRARI F12 TDF ยอดรถม้าลำพองสำหรับคนรักรถฮาร์ดคอร์


รถใหม่จากเมืองมะกะโรนีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เป็นผลงานชิ้นพิเศษของค่าย “ม้าลำพอง” ที่เพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ต้องรอจนถึงงาน END-OF-SEASON EVENT หรือ “งานสิ้นสุดฤดูกาล” ซึ่งค่ายนี้กำหนดจัดที่สนามแข่งรถมูเกโญ (MUGELLO) ในอิตาลีตอนต้นเดือนพฤศจิกานั่นแหละ ตัวจริงเสียงจริงของรถรุ่นนี้จึงปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชน

ตั้งชื่อ แฟร์รารี เอฟ 12 ทีดีเอฟ (FERRARI F12 TDF) เพื่อชวนให้รำลึกถึงการแข่งรถ TOUR DE FRANCE ซึ่งเป็นการแข่งจักรยานยอดฮิทติดลมบนยุคปัจจุบัน หากแต่เป็นการแข่งรถยนต์ทางไกลในช่วงทศวรรษแห่งปี 1950 และ 1960 ที่ค่าย แฟร์รารี เป็นทีมแข่งไร้เทียมทาน โดยเฉพาะรถ แฟร์รารี 250 จีที แบร์ลิเนตตา (FERRARI 250 GT BERLINETTA) รุ่นปี 1956 ที่คว้าขัยชนะติดต่อกัน 4 ครั้งซ้อน

เป็นรถสปอร์ทที่ค่าย “ม้าลำพอง” กล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “SECOND TO NONE” คือ ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องสมรรถนะการขับขี่ รวมทั้งเป็นรถทรงพลังที่บังคับขับขี่ได้ แม้ไม่เป็นนักขับรถที่เชี่ยวชาญ ที่เหมือนกันกับรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” อีกหลายแบบ และเห็นได้จากชื่อรุ่น ก็คือ แฟร์รารี เอฟ 12 ทีดีเอฟ ไม่ใช่รถใหม่ที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคัน หากเป็นรถที่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถติดป้ายชื่อ แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา (FERRARI F12 BERLINETTA) ที่อยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่กลางปี 2012 และได้ชื่อว่าเป็นรถถนนที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่าย “ม้าลำพอง”

การเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังซึ่งยาว 4.618 ม. กว้าง 1.942 ม. สูง 1.273 ม. และก่อนการปรับแปลงมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.299 มีอยู่มากมายก่ายกอง ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งคืนบนชั้นดาดฟ้าจึงจะสาธยายได้จบสิ้นกระบวนการ จึงบอกแต่เพียงผลลัพธ์ว่า ความยาว และความกว้างของตัวถังเปลี่ยนไปนิดหน่อย คือ ยาว 4.656 ม. และกว้าง 1.961 ม. แต่ DRY WEIGHT หรือน้ำหนักรถเปล่ากลับลดจาก 1,525 เป็น 1,415 กก. คือ เบาลงถึง 110 กก. ในขณะที่แรงกดสู่พื้นถนน ซึ่งเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DOWNFORCE ก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับรถซึ่งเป็นที่มา

การเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องยนต์กลไกก็มีมากมาย จนต้องใช้เวลาบนชั้นดาดฟ้าอีกหนึ่งคืน ที่ขอกล่าวถึง คือ ผลลัพธ์จากการปรับปรุงด้านเครื่องยนต์ นั่นคือ เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 12 สูบ 65 องศา ความจุ 6,262 ซีซี บลอคเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในรถคูเปซึ่งเป็นที่มา กำลังสูงสุดพุ่งพรวดจาก 545 กิโลวัตต์/740 แรงม้า ที่ 8,250 รตน. เป็น 574 กิโลวัตต์/780 แรงม้า ที่ 8,500 รตน. และแรงบิดสูงสุดพุ่งจาก 690 นิวตัน-เมตร/70.4 กก.-ม. ที่ 6,000 รตน. เป็น 705 นิวตัน-เมตร/71.9 กก.-ม. ที่ 6,750 รตน. ที่น่าทึ่งมาก ก็คือ ร้อยละ 80 ของแรงบิดสูงสุดนี้ สามารถทำได้ที่รอบต่ำแค่ 2,500 รตน.

ส่วนผลลัพธ์ด้านความเร็วก็น่าทึ่ง และชวนสยองเช่นกัน นั่นคือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ซึ่งเคยทำได้ใน 3.1 วินาที ลดเป็น 2.9 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ก็ลดจาก 8.5 เป็น 1.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดยังระบุตัวเลขเดิม คือ เร็วกว่า 340 กม./ชม. (ไม่รู้ว่าเร็วกว่าเท่าไร ?) ตัวเลขที่เปลี่ยนไปด้วยแต่เปลี่ยนในทางลบ คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพิ่มจาก 15.0 เป็น 15.4 ลิตร/100 กม. หรือ 6.5 กม./ลิตร และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสีย ก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อย คือ จาก 350 เป็น 360 กรัม/กม.

เป็นรถที่จะจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 799 คัน เสียดายที่ขณะเล่าเรื่องนี้ยังไม่มีการประกาศสนนราคาค่าตัว ซึ่งอย่างไรๆ ก็ต้องสูงกว่าค่าตัว 276,700 ยูโร หรือประมาณ 11.0 ล้านบาทไทย ของรถซึ่งเป็นที่มาอยู่แล้ว

 

FERRARI F12 TDF

* รถสปอร์ทคูเพอร์คาร์ขับล้อหลัง

* เครื่องเบนซิน วี 12 สูบ 780 แรงม้า

* ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

* ความเร็วสูงสุด สูงกว่า 340 กม./ชม.

* จำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 799 คัน



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : บริษีทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2558
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/be5sf

Follow autoinfo.co.th