"จอมยุทธ"
ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
-
ค่านิยมที่เกิดขึ้นในบ้านเราและสลบเหมือด โดนนอคไปพักใหญ่เมื่อฟองสบู่แตก จนต้องฆ่าตัวตายันเป็นแถว คือ กระแสของการทำตัวเป็น

"ทาสรถยนต์" บัดนี้เมื่อคนไทยได้ยินการโหมประโคมว่าเศรษฐกิจเราดีวิเศษกว่าประเทศไหนในโลก วิถีชีวิตคนไทยในการทำตัวเป็น "ทาสรถยนต์" ก็หวนกลับมาดังเดิมอย่างน่าสยดสยอง

ต่างโหมซื้อรถยนต์กันแบบบ้าระห่ำ ประเภทหากินชักหน้าไม่ค่อยจะถึงหลัง ไม่มีบ้านจะอยู่ก็ยังตะเกียกตะกายซื้อรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันพ่อค้าบวกกำไรเอาไว้แล้วจนพอใจทำให้ราคาแพงลิบลิ่ว เพื่ออวดโก้เป็นสรณะ มากกว่าใช้เป็นพาหนะ

ส่วนคนที่คิดหรือสำคัญตนเองว่าตูเก่งตูชักหน้าถึงหลัง ก็ทำตัวเป็นทาสรถยนต์แบบเบ็ดเสร็จชนิดที่ผู้คนชนชาติอื่นในโลกนี้ไม่มีใครเขาทำกัน นั่นคือ ตั้งหน้าตั้งตาซื้อรถยนต์แข่งกัน มีรถใช้รองมือรองเท้าอยู่แล้วไม่ว่ากี่คันก็ตาม ยังก้มหน้าก้มตาซื้อรถ เมื่อมีรุ่นใหม่ออกมา ไม่ว่ายี่ห้อไหนแบบไหน ฉันต้องซื้อกะเขาให้จงได้

อาจมีคนถามว่า มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยฟะ ในเมื่อข้ามีปัญญาซื้อซะอย่าง

ถ้ามี "ปัญญา" ซื้อจริงๆ ผมไม่บังอาจว่าอะไรท่านหรอกครับ ที่เป็นปัญหาและลุกลามบานปลายทำให้เศรษฐกิจของชาติล่มจมมาแล้ว คือ พวกที่ "ไม่มีปัญญา" ซื้อจริงๆ นั่นแหละตัวเอง ระวังให้ดี สำหรับคดีความงวดนี้น่าสนใจ เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของทั้งสองฝ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถราเสียหาย ผลลงเอยเป็นอย่างไรเมื่อไปโต๋เต๋ที่ศาล ดูชมกันได้เลย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากรถอัดกันเข้าให้ ซึ่งเป็นกรณีที่เราท่านไม่มีใครต้องการ แต่ก็เกิดขึ้นเสมอ วันหนึ่งๆ ไม่รู้กี่ราย ยังดีที่รายนี้ไม่มีใครขึ้นเมรุที่วัด แต่รถเก๋งของฝ่าย "นายสดชื่น" เสียหายพอสมควร เกิดเหตุขึ้นแล้วคู่กรณีคือ "รตต. ตำรวจ" ขานี้พ่อแม่ตั้งชื่อให้แล้วลูกชายได้เป็นตำรวจจริงๆ ซะด้วย แสดงความรับผิดชอบ บอกกับ "นายพาซื่อ" คนขับรถเก๋ง ซึ่งออกจะซื่อเหมือนชื่อว่า

"อั๊วเอ๊ยผมรับผิดชอบ งานนี้ นายเอ๊ยคุณ ไม่ต้องห่วง ผมมีพรรคพวกเจ้าของอู่ที่ไว้ใจได้จะซ่อมให้ นายพาซื่อ บาดเจ็บได้เลือดได้แผลยินดีจ่ายไม่เบี้ยว ค่าข้าวของที่ซื้อและขนมาบนรถแตกหักเสียหายก็จ่าย เดี๋ยวจะหาไม่ใช่ลูกผู้ชาย"

นายพาซื่อ ฟังคำของผู้หมวดตำรวจแล้วชื่นสะดือเป็นบ้า ตอนโทรศัพท์ติดต่อเจ้าของรถคือนายสดชื่นยังแสดงอาการกระดี้กระด้า บอกกับนายสดชื่นไปว่า

"งานนี้เหลือเชื่อ เจอตำรวจสุภาพบุรุษ อีตกลงรับผิดชอบทุกอย่างเลยว่ะ นายไม่ต้องห่วง"

ข้างฝ่าย นายสดชื่น ฟังแล้วรู้สึกคลายกังวลและสดชื่นขึ้นมาบ้าง ไม่เซ็งเหมือนตอนแรกที่ทราบข่าวร้าย แต่ก็ไม่ประมาท กำชับกับ นายพาซื่อ ให้รอบคอบ ต้องทำหนังสือหนังหาผูกมัดอีกฝ่ายไว้ด้วย ถึงจะชัวร์ และย่องไปดูรถในที่เกิดเหตุเหมือนกัน แต่ไม่พบนายพาซื่อ เพราะไปอยู่ที่โรงพัก

ขณะที่ รตต. ตำรวจ คู่กรณีก็สปอร์ทหายห่วง แสดงความรับผิดชอบ ไปโรงพักกับ นายพาซื่อ ทำบันทึกตกลงรับซ่อมรถของ นายสดชื่น ให้ใช้การได้ดีดังเดิมภายใน 1 เดือน ไวเหมือนโกหก พร้อมกับจะจ่ายยาให้ นายพาซื่อ 1 หมื่นบาท ค่าข้าวของที่อยู่บนรถเสียหายอีก 1 หมื่นบาท

บันทึกที่ทำขึ้นมานั้น เขียนไว้ชัดเจนว่า "บันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม" ตามที่ รตต. ตำรวจ ต้องการ แสดงว่าแกเป็นมวย ตั้งการ์ดไม่ให้โดนฟ้องร้องกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขับรถประมาท หมายถึงรับผิด แต่ปิดป้องว่าอั๊วไม่ได้ประมาท

สำหรับรถเก๋ง รตต. ตำรวจ จัดแจงลากเข้าอู่เพื่อดำเนินการซ่อมตามที่ตกลงไว้ สำทับด้วยว่าค่าซ่อมผมจ่ายเองตามที่ตกลง "หายห่วง" ได้เลย ครับทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดีสิ่งที่แน่นอน คือ ความไม่แน่นอนโดยเฉพาะในบ้านเมืองเรา ซึ่งถดถอยเหลือเกินทางด้านจริยธรรมและคุณธรรมดังที่ปรากฏ รถของ นายสดชื่น จอดแอ้งแม้งอยู่ที่อู่ โดยไม่ได้มีการซ่อมแต่อย่างใด สอบถามผู้หมวดและทางอู่ก็โบ้ยไปตามเรื่องคือ "หายห่วง" จริงๆ สำหรับ รตต. ตำรวจ

อดรนทนไม่ไหว นายสดชื่น ซึ่งหายสดชื่นและหน้าเหี่ยวลงไปเรื่อยๆ เมื่อนึกถึงเรื่องรถ จึงกัดฟันจ้างทนาย และมอบอำนาจให้ นายพาซื่อ ทำหน้าที่แทนตน ยื่นฟ้อง รตต. ตำรวจ บังคับให้จ่ายค่าเสียหายในงานนี้ 3 แสนกว่าบาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยคือ รตต. ตำรวจ สู้คดีขอให้ยกฟ้องลูกเดียว

เรามาดูกันว่า จะออกหัวออกก้อย ใครจะเป็นฝ่ายหัวห้อยลงจากศาล

ยกแรกฝ่ายโจทก์ตีปีกดีใจ เพราะศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้อง 3 แสนกว่าบาทพร้อมดอกเบี้ย

มียกสองเพราะจำเลย คือ รตต. ตำรวจ ยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีนี้หรอก ต้องยกฟ้องสถานเดียว ซึ่งได้ผล จำเลยกลับเป็นฝ่ายได้เฮ เลี้ยงฉลองกับหมู่พวกยกใหญ่ เมื่อ

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้องของฝ่าย นายพาซื่อ นั้นเสีย

กลายเป็นหนังชีวิตเรื่องยาว เพราะโจทก์อยู่ไม่ได้ ทำใจไม่ได้ ยื่นฎีกาเพื่อเอาชนะตามที่ศาลชั้นต้นตัดสินไว้ เรามาดูสิว่าใครจะเข้าวิน

ศาลฎีกาเหล่ดูสำนวนคดีนี้โดยไม่หนักอกหนักใจ เหมือนคดีที่นักการเมืองพากันขนขึ้นศาลเป็นกระตั๊กในยุคนี้ แล้วชี้จนขาดลอยออกมาว่า

ฝ่ายจำเลยคือ รตต. ตำรวจ โต้กลับมาแต่ต้นว่า บันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ทำไว้ตอนเกิดเหตุ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงส่งผลให้ความรับผิดของ รตต. ตำรวจ ในมูลละเมิดที่มีตั้งแรกตอนขับรถชนรถของ นายสดชื่น ระงับสิ้นไปแล้ว ฝ่ายเจ้าของรถเก๋งจึงนำคดีละเมิดมาฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้นั้น

ศาลฎีกาเล็งดูบันทึกข้อตกลงที่บอกว่าเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษย์ธรรมระบุว่า "รตต. ตำรวจจะนำรถคู่กรณี ซึ่งเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ไปทำการตรวจซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ โดยจะทำการซ่อมให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่รับรถไปจากพนักงานสอบสวน และตกลงช่วยเหลือเป็นค่าสินไหมให้แก่ นายพาซื่อ ที่ได้รับบาดเจ็บ 1 หมื่นบาท ค่าสิ่งของที่ นายมนูซื้อ นำมากับรถได้รับความเสียหาย 1 หมื่นบาท" ตอนท้ายมีข้อความด้วยว่า" คู่กรณีจะไม่มีการเรียกร้องหรือฟ้องร้องค่าเสียหายใดอันเกิดจากเรื่องนี้อีกทั้งทางแพ่งและอาญา" แล้วเห็นว่า เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 850 โดย นายสดชื่น เจ้าของรถมีพฤติการณ์เชิดให้ นายพาซื่อ เป็นตัวแทนทำข้อตกลงตั้งแต่แรก จึงผูกมัดฝ่ายเจ้าของรถเก๋ง และหมดสิทธิฟ้องคดีละเมิดคดีนี้

แต่ฝ่ายโจทก์อย่าตีอกชกตัว ยังมีสิทธิเรียกร้องตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมที่ทำไว้ แต่คดีนี้เรียกร้องอะไรไม่ได้หรอก ศาลอุทธรณ์ตัดสินถูกต้องแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน อ่านแล้วคงถึงบางอ้อในเรื่องทำบันทึกข้อตกลง "ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม" อะไรนั่นพอสมควร

ผลก็อย่างที่เห็น นายสดชื่น กับ นายพาซื่อ ลงทุนลงแรงเป็นความแบบเหนื่อยเปล่า เสียค่าทนายเปล่าๆ ปลี้ๆ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ถ้าทนายของฝ่ายเจ้าของรถเก๋งรอบคอบซะหน่อย คงไม่ตั้งเรื่องฟ้องอย่างคดีนี้ ต้องยึดเอาบันทึกข้อตกลงมาฟ้องจึงจะสำเร็จกิจ

สรุป ถ้าคดีไม่ขาดอายุความ ฝ่ายเจ้าของรถต้องวนเวียนขึ้นศาลอีกกระทอกหนึ่ง ขณะที่รถเก๋งถ้าปล่อยไว้ไม่ซ่อม คงผุและพังเพหนักกว่าเก่า ในเมื่อเวลาผ่านไปตั้งหลายปีดีดัก

เชื่อเถอะว่า นายสดชื่น คงไปเปลี่ยนชื่อจากสดชื่นเป็น "นายห่อเหี่ยว" แน่นอน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันชวนให้ห่อเหี่ยวไม่น้อยกว่าการเมืองไทย ที่นักการเมืองตะแงวๆ จะเลือกตั้ง ท่าเดียว

แต่ไม่เคยบอกว่าจะสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกต ดื่มน้ำแช่หอกแช่ดาบแช่กระสุนปืนอากาเอม 16 ลูกระเบิด ยืนยันว่าจะไม่ซื้อเสียงไม่ทุจริต หากฝ่าฝืนขอให้ตนเองและครอบครัวพบความวิบัติทันตาเห็น พับผ่า...วกเข้าการเมืองจนได้สิวุ้ย

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ิ2839/2548 คดีรถ ตีพิมพ์ใน "ฟอร์มูลา" ส่งไป 20 ธค. 49








บทความที่เกี่ยวข้อง
 
กรุณาเลือกหมวดที่ท่านต้องการ
Event start date
เริ่มลงตัว
คดโกงคนจน
เพิ่มศักดิ์ โกศลพันธุ์
เมร์เซเดส-เบนซ์
สรยท.
 
 
 
 
 
Test Drive Data | Buyer's Guide | Articles & Event | Photo Gallery | Car Forum | Resource Center | Our Magazines | Our TV Programme | About Us | Site Map
Content is comming.