พันทาง 4wheels@autoinfo.co.th , 17.01.2014
หลอดไฟซีนอน และฮาโลเจน
รู้จักกันดีจริงหรือ (1)
แท้จริงแล้ว หลอดไฟถูกออกแบบและพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ตรงประเภทยิ่งขึ้น งานนี้เลยขอตามทเรนด์ภาครัฐ ฯ หากคิดจะเปลี่ยนหลอดไฟรถให้ส่องสว่าง จะใช้แบบใดไม่ผิดใจพี่ "จราจร" แบบเถียงคำแล้วตกฟากกันบ้าง งานนี้ท่านทั้งหลายจึงต้องทำความเข้าใจรู้จักหลอดไฟกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะไฟสปอทไลท์แบบฮาโลเจน และซีนอน ซึ่งแบบหลังกำลังนิยม เหมือนคลื่นลูกใหม่ที่โถมแรง แต่มีทั้งคุณ และโทษอย่างชัดเจน

ฉะนั้นหากจะคบหาไฟเสริมเพิ่มความสว่าง อยากให้ทุกท่านตระหนักกันสักนิด หากคิดจะติดตั้งไฟสปอทไลท์สักชุด ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุแห่งข้อห้ามของไฟเจ้าปัญหา ทำไมจึงเป็นเรื่อง สาระนี้จะช่วยแจงได้ ดังนั้นต้องเริ่มจากหลอดไฟรถยนต์แต่ละประเภท มีความหมายดังนี้


1. ไฟตัดหมอก (FOG LIGHT) มีไว้สำหรับเวลาที่มีหมอกลงจัด และทัศนวิสัยไม่ดี กล่าวคือ มองเห็นทางในระยะใกล้ๆ และลักษณะของลำแสงจะกระจายเป็นวงกว้าง จุดตกของการรวมแสงไม่เกิน 5-10 ม. จากหน้ารถ ดังนั้นวัตถุประสงค์มีไว้ตอนที่ทัศนวิสัยไม่ดี และที่สำคัญเนื่องจากมีหมอก ประกอบกับการกระจายลำแสงเป็นวงกว้างจึงใช้เป็นสัญญาณให้รถที่วิ่งสวนทางมาเห็น จะได้ระมัดระวัง


2. ดไรวิง ไลท์ (DRIVING LIGHT) ก็คือไฟหน้ารถทั่วไป ที่เรามีอยู่นั่นแหละ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีไว้สำหรับการขับรถ ยังมีอีกชนิดหนึ่งจากหลายชนิด และพวกเราชอบติดกันก็คือ ประเภทไฟส่องสว่างเสริมดังประเภทสุดท้ายนี้


3. สปอทไลท์ (SPOTLIGHT) มักใช้สื่อความหมายในการใช้งาน ไฟลักษณะนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการกีฬา และกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะว่าลักษณะลำแสงจะพุ่งไกลและรวมตัวกันเป็นจุด เพื่อเน้นความสว่างที่ระยะไกลในยามที่ไม่ใช่การใช้งานปกติ

แยกแยะแสงสว่าง และอุณหภูมิ ตามชนิดของไส้หลอดไฟ ปัจจุบันหลอดไฟสามารถแบ่งตามลักษณะการออกแบบ การใช้งาน ประสิทธิภาพการให้แสงสว่าง และอุณหภูมิของไส้หลอดที่ต่างกัน ซึ่งเป็นที่มาของการหมดเปลืองกระแสไฟต่างกัน หลักๆ ที่นิยมจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

หลอดความร้อน (INCANDESCENT BULB) หลอดไฟชนิดนี้ จะทำงานได้โดยปล่อยให้กระแสไฟไปยัง ไส้หลอด (FILAMENT) ซึ่งทำจากลวดทังสเตนเพื่อให้เกิดความร้อน เมื่อไส้หลอดเกิดความร้อน จึงทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา (เช่นเดียวกับที่เราเห็นจากเตาไฟฟ้าแบบขดลวด) และโดยปกติแล้ว ภายในหลอดชนิดนี้จะเป็นสุญญากาศ (ควบคุมการเกิดความร้อนสูงจนเกิดการเผาไหม้) ซึ่งบางครั้งอาจมีการบรรจุแกสเฉื่อย เช่น แกสอาร์กอนไว้ภายใน เพื่อลดคราบเขม่าที่เกิดจากโลหะทังสเตนมาจับผิวด้านใน

หลอดฮาโลเจน (HALOGEN BULB) หลอดไฟชนิดนี้ พัฒนาขึ้นเพื่อให้มีความสามารถในการรักษาความสว่างเอาไว้ได้จนหมดอายุการใช้งาน หลอดแบบนี้จะบรรจุด้วยแกสฮาโลเจนเพื่อให้เกิดวงจรฮาโลเจน (HALOGEN CYCLE) กล่าวคือ อนุภาคของทังสเตน (W) ที่เกิดขึ้นและเคลื่อนตัวไปใกล้หลอดแก้วจะไปรวมตัวกับแกสฮาโลเจน (X) และเคลื่อนตัวโดยความร้อนภายในหลอดไฟไปยังไส้หลอด เมื่ออนุภาคที่รวมตัวกันเคลื่อนตัวเข้าใกล้ไส้หลอดไฟ อนุภาคของทังสเตนก็จะไปจับกับไส้หลอด หรือ ขาหลอดไฟ (STEM) ส่วนอนุภาคของแกสฮาโลเจน จะเคลื่อนตัวไปยังผิวของหลอดแก้วเพื่อรวมตัวกับอนุภาคของทังสเตนต่อไป การทำงานแบบนี้จะทำให้อนุภาคที่รวมตัวกันเกาะที่ผิวหลอดบ้าง แต่อนุภาคที่รวมตัวกันนี้เป็นสารกึ่งโปร่งแสง จึงส่งผลกระทบต่อความสว่างน้อยมาก และต้องรักษาอุณหภูมิของหลอดแก้วให้คงที่ประมาณ 250 องศาเซลเซียส จึงจำเป็นต้องใช้แก้วชนิดพิเศษในการผลิตหลอดแบบนี้ นอกจากนั้น ความดันของแกสเฉื่อยภายในหลอดแก้วและไส้หลอดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรได้สมบูรณ์

ไฟซีนอน (XENON) หรือที่เรียกว่า HID (HYPER INTENSITY DISCHARGE) น้อยคนนักที่อาจจะยังไม่รู้จัก และมีหลากหลายสื่อวงการรถยนต์ในประเทศไทย เคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับไฟซีนอน แต่ยังมีอีกหลายท่าน ที่ยังไม่เข้าใจหลักการทำงานของไฟประเภทนี้ จนผู้ใช้บางรายยังคงเกิดความสับสน และข้อข้องใจกันอยู่ ซึ่งบางท่านก็เกิดความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า ไฟซีนอนสว่างมากเกินไป จนแยงสายตารถคันอื่น แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาระบบไฟซีนอน ให้มี แผ่นรองกั้นแสง (FILTER) เพื่อไม่ให้แสงซีนอน (XENON) ตกกระทบบริเวณ REFLEX ภายในโคมด้านล่าง ซึ่งมีผลทำให้แสงซีนอน สะท้อนออกไปอย่างเป็นระเบียบ ไม่ฟุ้งกระจาย และจะเห็นได้ชัดเจนในหลอดไฟซีนอนในชนิดขั้ว H4 LO/HI (สูง/ต่ำ) จึงทำให้หมดปัญหาในเรื่องแสงไฟซีนอนแยงตา

หลายท่านอาจสับสน กับการพิจารณาประเภทของหลอดไฟว่าแบบใด คือ ฮาโลเจน หรือ ซีนอน แท้จริงคือข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ซึ่งความต่างของหลอดไฟ 2 ประเภทที่ทุกท่านต้องทราบ ติดตามต่อได้ในฉบับหน้าครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
 
กรุณาเลือกหมวดที่ท่านต้องการ
Event start date
"ซิ่ง" ไปในโลกเสมือน
อย่ากลัวเครื่องร้อน !
ทริคเอาตัวรอด
ตัวการสำคัญ ของการเพิ่มพลัง
ไฮ-ลิฟท์ แจค
 
 
 
 
 
Test Drive Data | Buyer's Guide | Articles & Event | Photo Gallery | Car Forum | Resource Center | Our Magazines | Our TV Programme | About Us | Site Map
Content is comming.