กฤชกมล นิติธรรมโกศล formula@autoinfo.co.th , 27.03.2011
ประกันไทยเข้มแข็งจริงหรือ ?
ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศ แผนพัฒนาธุรกิจประกันภัยระดับชาติ “ประกันภัยไทยเข้มเข็ง” เป็นแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 2 ระยะ 5 ปี ที่เริ่มใช้ในปี 2553-2557 ซึ่ง คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจประกันภัย สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบประกันภัยไทยพัฒนาให้มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

เป้าหมายแผนพัฒนา 5 ปี ทุกบริษัทต้องมีกองทุนไม่ต่ำกว่า 120 % พร้อมเปิดรับประกันภัยเสรี ใช้ประกันบริหารความเสี่ยง 5 ปีนี้ โดยจะดึงผู้มีรายได้น้อย 25 ล้านคน ซื้อประกันเพิ่ม ทั้งนี้ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ คณะกรรมการ คปภ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาฉบับนี้ ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของแผนพัฒนาว่า จัดทำขึ้นเพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันภัยที่มั่นคงให้กับคนไทยทุกระดับ โดยเฉพาะระดับล่าง ให้มีความเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากลเพราะที่ผ่านมา คนไทยส่วนมากไม่ได้ทำประกันภัย อาจจะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยบางแห่ง มีปัญหาทางการเงิน

จากการประเมินสถานการณ์ 5 ปีนี้ พบว่าคนไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ในระดับสากล อาทิ ความเสี่ยงจากการก่อการร้ายสากลยังคงมีอยู่ เศรษฐกิจโลก ยังคงผันผวนสูง ความไม่มั่นคงทางอาหาร และพลังงานที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านสภาวะแวดล้อม เช่นความไม่แน่นอนทางธรรมชาติ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข มีโอกาสเกิดโรคระบาดใหม่ ในช่วง 5 ปี คนไทยจำเป็นต้องมีความสามารถบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องจัดระบบประกันภัยเข้าไปรองรับ แผนนี้จะทำให้คนมีรายได้น้อย ก้าวข้ามข้อจำกัดสามารถเข้าถึงประกันภัยได้

ดร. ณรงค์ชัย กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับนี้กำหนด 4 มาตรการหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผน คือ
1. สร้างความ เชื่อมั่นและตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยและการเข้าถึงระบบประกันภัยของประชาชนทุกระดับ
2. เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัย
3. เพิ่มมาตรฐานการให้บริการ และการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านการประกันภัย และ
4. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการประกันภัยโดยในแต่ละมาตรการ จะมีมาตรการย่อยๆ ออกมา รองรับ

ตัวชี้วัดความสำเร็จหลักๆ ของแผนนี้ คือ ภายในปี 2557 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดแผนพัฒนาฉบับนี้ สัดส่วน ส่วนเบี้ยประกันภัยต่อ จีดีพี จะเพิ่มเป็น 6 % หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมประมาณ 739,688 ล้านบาท จากปี 2552 อยู่ที่ 4.07 % เบี้ยรับรวม 368,770 ล้านบาท

จำนวนเบี้ยประกันภัยต่อประชากรเพิ่มเป็น 7,500 บาท/หัวจากปี 2552 อยู่ที่ 4,600 บาท/หัว โดยในเบี้ย 7,500 บาทแบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิต 4,200 บาท เบี้ยประกันวินาศภัย 3,300 บาท เพิ่มจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อจำนวนประชากรเป็น 40 % จากปี 2552 อยู่ที่ 26.75 % จำนวนกรมธรรม์ไมคโรอินชัวรันศ์ เพิ่มเป็น 20 % ลดระยะเวลาในการให้ความเห็นชอบ กรมธรรม์ให้เร็วขึ้นอีก 25 % จากปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 20 % หากเป็นกรมธรรม์ มาตรฐานได้รับความเห็นชอบแบบอัตโนมัติ (FILE & USE) อาทิ ไมคโร อินชัวรันศ์ จะอนุมัติให้เร็วขึ้นอีก 30 % จากปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 30 วัน เป็นต้น ช่วยลดต้นทุนของบริษัทประกันภัย

ด้านความมั่นคงของบริษัทประกันภัย กำหนดอัตราส่วนเงินกองทุน/เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมายเพิ่มเป็น 120 % จาก 100 % ในปัจจุบัน

ปัญหาที่เห็นชัดๆ ของบริษัทประกันภัย คือ ความมั่นคงทางการเงินและประสิทธิภาพในการแข่งขัน แม้บริษัทประกันภัยที่มีปัญหามีน้อย แต่ไม่ว่ากี่บริษัททำให้คนพูดถึงบริษัทประกันไม่ดี อย่าง 3 บริษัทที่มีปัญหาอยู่ และอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขปัญหาอย่าง ฟินันซ่า ฯ เราเข้าไปควบคุมแล้ว ส่วนอีก 2 บริษัทก็ให้เวลาเขาแก้ไขปัญหา เราผ่อนปรนให้เขาเพราะยังจ่ายสินไหมอยู่ให้เขาเอาเงินมาเพิ่มกองทุนให้ได้ การปิดบริษัทในโลกนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญ คือ ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน

ส่วนการแปรสภาพบริษัทประกันภัยเป็นบริษัทมหาชน (บมจ.) กฎหมาย กำหนดภายใน 5 ปี นับจากปี 2551 จะทำให้เกิดความโปร่งใสของข้อมูล ทำให้ประชาชน เข้าใจธุรกิจมากขึ้น องค์ประกอบของภาคการเงินมี 3 ขา คือ
1. ธนาคารของไทยเป็น ที่ยอมรับในระดับโลกมีความแข็งแกร่ง
2. ตลาดทุนเกือบได้มาตรฐานสากลแล้ว และขาที่ 3 คือ ระบบประกันภัยถ้ามีความสมบูรณ์ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย อีกทั้งประกันภัยโดยเฉพาะประกันชีวิตเป็นแหล่งระดมเงินออมสำคัญในระยะยาวของประเทศ

สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ คปภ. กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย 10 % ต่อปี และในช่วงครึ่งปีแรก 2553 นี้ เติบโตถึง 14.2 % เบี้ยรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท

จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า ในแผนพัฒนาฉบับที่ 2 จุดที่เป็นห่วง คือ การสนับสนุนของหน่วยงานอื่นๆ เพราะแผนฉบับนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกำหนดเงินกองทุนขั้นต่ำ 120% บริษัทสามารถทำได้เพราะ คปภ.กำหนดแบบค่อย เป็นค่อยไปและสูตรที่คิดมาก็เหมาะสมกับ ธุรกิจอย่างการทดสอบ RBC ครั้งแรกเงินกองทุนเฉลี่ยของธุรกิจอยู่ที่ 200 % สูงสุด 4,000 กว่า % โดยบริษัทประกันภัยจะต้องปรับตัวเพราะใกล้เปิดเสรีอย่างประเทศญี่ปุ่นตอนเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยมีบริษัทปิดตัวไป 15 บริษัท ที่เยอรมนีปิดไป 4 บริษัท


ถ้าติดตามดูแผนที่ประกาศว่า “ประกันภัยไทยเข้มแข็ง” แรกๆ ดูจะเคลิ้มตามไปด้วย แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ จะเป็นความฝันอันเลื่อนลอย และล้มเหลวในที่สุดหรือเปล่า เพราะความเป็นจริงประเทศไทยยังไม่มีนักประกันมืออาชีพจริงๆ มีแต่มือสมัครเล่นและนักธุรกิจที่แค่จะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชั่วคราวตามโอกาส หวังรอขายบริษัทให้ต่างชาติ สุดท้ายประกันภัยไทยก็เป็นของต่างชาติไปโดยปริยายลองมาดูภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบริษัทที่มีกองทุนติดลบและถูก คปภ. สั่งลงโทษล่าสุด เมื่อ 3 กันยายน 2553 รวม 6 บริษัท และมี 1 บริษัทอาการล่อแล่ จากการแก้ปัญหาของผู้เกี่ยวข้องจะอยู่ในทิศทางว่ากำลังเจรจาหาผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศ และเป็นอย่างนี้ทุกครั้งมาตลอด ผลที่ได้ คือ ขายให้ต่างประเทศไป ประเทศไทยทำได้แค่นี้เอง


บทความที่เกี่ยวข้อง
 
กรุณาเลือกหมวดที่ท่านต้องการ
Event start date
เมาแล้วขับข้ามแดน
ผ่านมา 6 เดือน
FUELWATCH COMPETITION 2014
อีซูซุ คาราวานสัญจร 2557 เส้นทางที่ 4
คาราวาน อีซูซุ อินไซจ์ท์
 
 
 
 
 
Test Drive Data | Buyer's Guide | Articles & Event | Photo Gallery | Car Forum | Resource Center | Our Magazines | Our TV Programme | About Us | Site Map
Content is comming.