ประยอม ซองทอง formula@autoinfo.co.th , 23.12.2009
บทกวีที่ดีย่อมเป็นอกาลิโก
มีคนที่ไม่เอาใจใส่วงการศึกษาแท้จริงถามว่า เดี๋ยวนี้ทำไมเขาไม่ให้เด็กท่องบทอาขยาน (ราชบัณฑิตยสถาน ให้อ่านได้ทั้ง “อา-ขะ-ยาน” และ “อา-ขะ-หยาน”)

ผู้เขียนยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการเคยฟื้นฟูโครงการนี้มาหลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่ เป็นที่รู้จัก ตอบไม่ได้ และทำไมประชาชนทั่วไปจะต้องรู้ หรือไม่รู้

ครั้งหนึ่งนักวิชาการหัวนอกเคยกระพือแนวคิดว่า เด็กไทยคิดไม่เป็นเพราะครูสอนให้ มัวแต่ท่องจำ ผู้เขียนในฐานะครู (หัว) เก่าคนหนึ่ง เห็นว่า การท่องจำมีทั้งจำเป็น และไม่จำเป็น เพราะบางเรื่อง เช่น บทสวดมนต์ และบทอาขยาน ก็จำเป็นต้องท่อง เสียก่อน เมื่อมีวุฒิภาวะแล้ว ก็มาทบทวนว่าที่ท่องๆนั้นมีความหมาย และความจำ เป็นอย่างไร หรือไม่

แต่บางเรื่องการสอนให้เด็กรู้จักใช้ความคิด ก็เป็นสิ่งจำเป็นมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่เรื่อง ใดควรให้ท่องประกอบ เช่น สูตรคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และสิ่งใดที่ครู ต้องสอนให้เด็กหัดใช้ความคิด และหาเหตุผล ไม่ใช่ตีขลุม หรือสรุปโดยรวมเอาว่า ที่เด็กเป็นเช่นนั้น เพราะสอนไม่ถูกทางอย่างเดียว

ว่าถึงบทอาขยานที่ครูสมัยเก่านำมาให้นักเรียนท่องนั้น ส่วนมากแล้ว ล้วนเป็นบทกวี ที่มีส่วนประกอบสมบูรณ์ คือ ถูกต้องฉันทลักษณ์ มีเนื้อหาของเรื่องดีเด่น การใช้ถ้อยคำ ที่เหมาะสมกับเนื้อหา หรือชนิดของคำประพันธ์ตรงนั้น มีการใช้สำนวนโวหารที่ดี และเป็นบทประพันธ์ที่มีอารมณ์สะเทือนใจยิ่ง ที่ยืนยันคุณสมบัติของบทอาขยานเหล่านั้น คือ คนเก่าๆ ที่มีอายุมากแล้ว ทุกวันนี้ยังจำบทประพันธ์ที่ท่องจำสมัยเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

เมื่อตอนที่เราไปรื้อฟื้นการท่องอาขยานขึ้นมาใหม่นั้น อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์-กวี ซีไรท์ คนแรก (ปี 2523)-นักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนที่ 8 (ปี 2538)-ศิลปินแห่งชาติ สาขา วรรณศิลป์ ปี 2536 (ที่คนจำนวนมากยอมรับว่าเป็นกวีรัตนโกสินทร์ยุคปัจจุบัน) เสนอว่า น่าจะมีบทกวีของกวีร่วมสมัยให้นักเรียนท่อง หรืออย่างน้อยได้รู้จักเป็นบทอาขยานบทรอง หรือบทเลือก-(คือ บางโรงเรียนอาจเลือกให้เยาวชน หรือเยาวชนเสนอท่องบทอื่นได้ ประกอบ กับบทอาขยานที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอเป็นบทบังคับ คือ ให้ท่องเหมือนกันทั้งประเทศ เพื่อให้เยาวชนได้มี “รากร่วมทางวัฒนธรรม” เดียวกัน) ซึ่งคณะกรรมการ ฯ ต่างเห็นพ้อง ต้องกันตามนั้น

บทกวีเก่าๆ ที่คนส่วนมากประทับใจ และยังจดจำได้ขึ้นใจนั้นมีอยู่มาก ในทำนองเดียวกัน บทกวีของกวียุคใหม่ที่ดีๆ ซึ่งบางคนยกย่องว่าเป็น “บทกวีวรรคทอง” ก็มีประทับใจน่าให้ เยาวชนได้รู้จัก แม้จะไม่นำมาท่องจำ ก็ควรได้รู้ไว้

เช่น วรรคทองที่ว่า “ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง” ซึ่งมีคนชอบลักไก่ อ้างว่าตนเป็นเจ้าของอยู่บ่อยๆ นั้น คุณนภาลัย ฤกษ์ชนะ ประธานวรรณศิลป์จุฬา ฯ คนที่ 3-ปี 2507 (ปัจจุบัน รศ. นภาลัย สุวรรณธาดา อดีตผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช) เขียนไว้เมื่อปี 2510 จากความบันดาลใจยามที่เธอเห็นเยาวชนตัวเล็กๆ ลูกศิษย์ของเธอโก่งคอร้องอย่างมีชีวิตชีวา และได้ส่งประกวดคู่กับกลอนชื่อ “แม่” (ว่าด้วยความเป็นแม่) และได้รับรางวัลชนะเลิศที่วิทยุยานเกราะในปี 2512 โดยบทกลอนนั้นชื่อ “เพลงชาติ” ซึ่งเนื้อหาเต็มๆ มีดังนี้



“ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว/แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี/ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้/แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ/ชนรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว/ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว/“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”/ฟังคราวใดเลือดซ่านพล่านทั้งทรวง/ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก/เราแสนรักและแสนจะแหนหวง/แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง/ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี/เยาว์ร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ/พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี/เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี/แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ/แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ/คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้/บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย/บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง/ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง/แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง/ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง/จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”

ถึงวันนี้ บทกวีบทนี้ยังมีความหมาย และเหมาะที่จะนำมาเปิดให้คนที่ “เป็นไทย” และ”เป็นไท” ได้อ่านและฟังเตือนสำนึกไปอีกนานเท่านาน !!!

ไหนๆ ก็ได้กล่าวถึงบทกลอนที่อาจารย์นภาลัย สุวรรณธาดา (ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติยกย่องเป็น “ครูกวีศรีสุนทร” ในวันที่ระลึกถึงพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เมื่อ 26 มิถุนายน 2551) ตั้งใจส่งประกวดควบกัน (ตามกติกาการประกวด) ซึ่งกลอนชิ้นหลักที่ชื่อ “แม่” น่าจะกล่าวถึง บทกวีจากหัวใจผู้เป็นแม่ ไว้ด้วย

“เหมือนร่างกายจะแยกแตกเป็นเสี่ยง/หัวใจเพียงจะขาดหวาดหวั่นไหว/แต่เราต้องไม่ตายไม่ตายไป/ขอให้ได้ยินเพียงเสียง...อุแว้/เจ็บกว่านี้กี่เท่าเราพร้อมจิต/เอาชีวิตแลกค่าคำว่าแม่/หลั่งความรักจากทรวงสิ้นดวงแด/รักตั้งแต่ขวัญใจอยู่ในครรภ์/แรกเข่ส่งเนื้อเย็นให้เห็นหน้า/แม่ผวาอุ้มไว้มือไม้สั่น/ทั้งหัวเราะร้องไห้ใจตื้นตัน/แม่นับวันคอยเจ้าถึงเก้าเดือน/ขวัญเอ๋ยขวัญขวัญมาหาลูกเถิด/อย่าเตลิดเลยหลงเข้าดงเถื่อน/ขวัญจากครรภ์ก็เหมือนพรากออกจากเรือน/เชิญขวัญเยือนเหย้าใหม่ให้สำราญ/มีอกอุ่นอ้อมแขนเป็นแท่นที่/มีกษีรธาราเป็นอาหาร/มีรักจุดสุดสว่างต่างชวาล/นี่คือบ้านที่ให้สุขใจแท้/ก้มลงจูบสองปรางที่บางใส/ตาลูกไร้เดียงสามองตาแม่/สำนึกหนึ่งแล่นซ่านสะท้านแด/เพิ่งรู้แน่...แม่รักเรามากเท่าไร”

ยังมี “วันเกิด”เป็นบทกวีอีกอีกชิ้นหนึ่งที่ รศ. นภาลัย สุวรรณธาดา ครูภาษาไทยดีเด่น ระดับอุดมศึกษา ปี 2550 ถูกนักพูดระดับนายแพทย์นายทหารชื่อเสียงโด่งดังเอาไปท่องประกอบการพูดของเขาเรียกน้ำตาเยาวชนเสมอมา แต่ไม่เคยคิดจะเอ่ยชื่อผู้เขียนเป็นการให้เกียรติหรือเคารพลิขสิทธิ์ผู้เขียน

บทที่มีวรรคทองว่า

“งานวันเกิดยิ่งใหญ่ใครคนนั้น/ฉลองกันในกลุ่มผู้ลุ่มหลง/หลงลาภยศสรรเสริญเพลินทะนง/วันเกิดส่งชีพสั้นเร่งวันตาย/อีกมุมหนึ่งซึ่งเหงาน่าเศร้าแท้/หญิงแก่แก่นั่งหงอยและคอยหาย/โอ้วันนี้ในวันนั้นอันตราย/แม่คลอดสายโลหิตแทบปลิดชนม์/วันเกิดลูกเกือบคล้ายวันตายแม่/เจ็บท้องแท้เท่าไรก็ไม่บ่น/กว่าอุ้มท้องกว่าคลอดรอดเป็นคน/เติบโตจนบัดนี้นี่เพราะใคร/แม่เจ็บเพียงขาดใจในวันนั้น/กลับเป็นวันลูกฉลองกันผ่องใส/ได้ชีวิตแล้วก็เหลิงระเริงใจ/ลืมผู้ให้ชีวิตอนิจจา/ไฉนเราเรียกกันว่าวันเกิด/“วันผู้ให้กำเนิด”จะถูกกว่า/คำอวยพรที่เขียนควรเปลี่ยนมา/“ให้มารดาคุณเป็นสุข”จึงถูกแท้/

เลิกจัดงานวันเกิดกันเถิดนะ/ควรที่จะคุกเข่ากราบเท้าแม่/รำลึกถึงพระคุณอบอุ่นแด/อย่ามัวแต่จัดงานประจานตัว “


บทกวีที่กี่ปีๆ ก็ยังอ่านได้อย่างมีคุณค่าและเตือนใจคนในโลกได้ ไม่มีวันล้าสมัยน่าจะเรียกว่าบทกวีที่ไม่มีวันตาย...อกาลิโก ?


บทความที่เกี่ยวข้อง
 
กรุณาเลือกหมวดที่ท่านต้องการ
Event start date
ข้าวของชาวนา
ลดอีกแล้ว
มาลัยดอกรัก
รถสิบล้อที่คนไม่ต้องขับ
ฟอร์ด โมเดล วาย
 
 
 
 
 
Test Drive Data | Buyer's Guide | Articles & Event | Photo Gallery | Car Forum | Resource Center | Our Magazines | Our TV Programme | About Us | Site Map
Content is comming.